Thai
EN / TH
Hospital Hotline
Call : +662 310-3000
or 1719 (Local calls)

Cancer Care Excellence / Special Medical Services

Cancer Care Excellence / Special Medical Services

เทคโนโลยีความก้าวหน้าของการตรวจหามะเร็งด้วยเครื่อง PET/CT Scan (เพทซีที สแกน) พร้อมระบบ Flow Motion

ปัจจุบัน มะเร็ง เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยและเป็นโรคที่น่ากลัวในความคิดของคนส่วนใหญ่ จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี 2554 พบว่ามีอัตราการเกิดใหม่ของมะเร็งอยู่ที่ 118,601 คนต่อปี โดยข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ รายงานว่าในปี 2554 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 61,082 คนต่อปี ซึ่งถือเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งและมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามปัจจุบันการพัฒนาด้านการรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้มีความก้าวหน้าไปมาก เช่น การฉายแสงในระบบ 3 มิติ การให้ยาเคมีบำบัดซึ่งให้ผลเฉพาะที่ (target therapy) ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีขึ้นและเหมาะสมกว่าและทำให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพที่ดี ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยมะเร็งจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะต้องมีความไว (sensitivity) และความถูกต้อง (accuracy) แม่นยำด้วย

เชื่อว่าคนไทยเรารู้จักการตรวจโรคด้วยเครื่องมือแพทย์หลายๆชนิด หนึ่งในบรรดาการตรวจโรคนั้น การตรวจโรคด้วยเครื่องมือด้านรังสีเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และมีเครื่องมือแพทย์ในกลุ่มนี้มากมาย ซึ่งอาจเป็นที่รู้จักกันโดยแพร่หลาย เช่น การตรวจ CT scan (ซีที สแกน) การตรวจ MRI (เอ็มอาร์ไอ) หรือ ultrasound (อัลตราซาวน์) เป็นต้น

สำหรับโรคมะเร็งนั้น ได้มีเครื่องที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง โดยได้นำมาใช้ในประเทศไทยประมาณ 10 ปี แต่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่คนไทยเรา คือ PET/CT Scan (เพทซีที สแกน)

พอ. นพ. สามารถ ราชดารา แพทย์เวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลที่ให้การรักษาเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ PET/CT scan เพิ่มเติมว่า เป็นการตรวจโรคทางด้านรังสิวิทยา โดยนำเครื่องมือตรวจด้านรังสี 2 ชิ้น มารวมเป็นเครื่องมือชิ้นเดียวกัน ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องมือทั้งสองชิ้นคือ ความไวสูง(sensitivity) ทำให้ข้อมูลจาก PET scan  นั้นแพทย์สามารถอ่านผลและพบความผิดปกติของโรคที่ไม่สามารถเห็นหรือวินิจฉัยได้จากการตรวจด้วยเครื่องมืออื่น ผนวกกับการที่แพทย์สามารถกำหนดตำแหน่งของโรคนั้นได้อย่างแม่นยำด้วยภาพจาก CT scan

กระบวนการตรวจ PET/CT scan จะเริ่มจากการฉีดกลูโคสชนิดพิเศษซึ่งมีรังสีอยู่ในตัวเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งน้ำตาลพิเศษนี้จะซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆในร่างกายมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ชนิดของเนื้อเยื่อ แล้วเปล่งรังสีออกมาจากเนื้อเยื่อนั้น แพทย์จะใช้เครื่อง PET scan ถ่ายภาพรังสีในร่างกายดังกล่าวทำให้ได้ภาพเป็นร่างกายที่เรืองแสง ประเด็นสำคัญอยู่ที่มะเร็งชนิดก้อน (solid tumor) หลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลังโพรงจมูก มะเร็งเต้านม เป็นต้น สามารถจับน้ำตาลชนิดพิเศษนี้ได้มากกว่าเนื้อเยื่อปกติ ทำให้เราเห็นเป็นจุดสว่างเรืองแสงชัดเจนกว่าการเรืองแสงของเนื้อเยื่อปกติในร่างกาย ทำให้แพทย์สามารถตรวจพบมะเร็งนั้นได้ ในผู้ป่วยบางรายที่มีการกระจายของมะเร็งไปในอวัยวะต่างๆ จุดเรืองแสงเหล่านี้จะปรากฎให้เห็นอยู่ในอวัยวะนั้นๆ กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับของชีวเคมีภายในเซลล์ (metabolism) ซึ่งโดยหลักการความผิดปกติของเซลล์มะเร็งจะมีความผิดปกติของชีวเคมีภายในเซลล์ก่อนที่จะก่อนตัวให้เห็นด้วยตาหรือการตรวจทางด้านรังสีอื่นๆ ทำให้ PET scan เป็นการตรวจที่มีความไว (sensitivity) สูงมาก

จากรายละเอียดที่กล่าวมาข้างต้น ในวงการแพทย์ด้านมะเร็งจึงนำ PET/CT มาใช้ประโยชน์ในการตรวจโรคมะเร็งในหลายขั้นตอน อันได้แก่ การกำหนดระยะโรค (staging) การใช้เป็นมาตรวัดการรักษา (treatment monitoring) หรือตรวจการกลับเป็นซ้ำ (restaging) เป็นที่ทราบดีว่าการรักษาที่มีประสิทธิภาพนั้น ชนิดและวิธีการรักษาจะต้องสอดคล้องกับระยะโรคที่เป็นอยู่จริง การกำหนดระยะของโรคที่คลาดเคลื่อนย่อมไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยอย่างแน่นอน มีรายงานการศึกษาจำนวนมากที่ระบุว่า PET/CT scan ช่วยให้การกำหนดระยะของโรคถูกต้องขึ้น ในแง่ของการเป็นมาตรวัดการรักษา PET/CT scan จะช่วยบอกแพทย์ให้ทราบว่า โรคมะเร็งนั้นตอบสนองต่อการรักษาที่ให้หรือไม่ ถ้าไม่ตอบสนอง แพทย์ก็สามารถเปลี่ยนชนิดของยาหรือการรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้ลดผลข้างเคียงจากยาและลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์นั้นๆ ตัวอย่างที่เด่นชัดมากในกรณีนี้คือ การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งพบว่ PET/CT เข้าไปมีบทบาทแทบจะทุกขั้นตอนของการรักษา

มีรายงานการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ศึกษาถึงผลอันเกิดจากการตรวจ PET/CT  ต่อวิธีการรักษาโรคมะเร็ง พบว่าหลังการตรวจผู้ป่วยด้วย PET/CT แพทย์ผู้ให้การรักษาจะเปลี่ยนแนวทางการรักษาที่วางไว้แต่เดิมประมาณ 30% ของจำนวนผู้ป่วย ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม PET/CT ไม่ใช่เครื่องมือที่เป็นคำตอบสุดท้ายของการวินิจฉัยโรคมะเร็ง เพียงแต่ PET/CT จะช่วยให้การวินิจฉัยถูกต้องแม่นยำขึ้นกว่าและเป็นผลทำให้การรักษาของแพทย์มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การเลือกใช้ PET/CT ให้ถูกต้องเหมาะสม ตามชนิดของมะเร็งและข้อบ่งชี้ยังมีส่วนสำคัญมาก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ป่วย

สามารถเปลี่ยนชนิดของยาหรือการรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้ลดผลข้างเคียงจากยาและลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์นั้นๆ ตัวอย่างที่เด่นชัดมากในกรณีนี้คือ การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งพบว่ PET/CT เข้าไปมีบทบาทแทบจะทุกขั้นตอนของการรักษา

โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้บริการผู้ป่วยด้วย PET/CT ใหม่ 2 เครื่อง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ คือ Biograph mCT Flow ของบริษัท Siemens ที่ทำให้ผู้รับการตรวจจะมีความรู้สึกนุ่มนวลและสบายขึ้น ขณะที่อยู่บนเตียงตรวจ และการทำงานของเครื่องราบรื่น ไม่เหมือนเครื่องรุ่นก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว นอกจากนี้คุณภาพของภาพ PET scan ก็มีความคมชัดที่สูงขึ้น ทำให้แพทย์สามารถแปลผลภาพแสกน ด้วยความมั่นใจและถูกต้องยิ่งขึ้น

หลายปีก่อนหน้านี้ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็ง จะทำให้รู้สึก ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ แต่ในปัจจุบันด้วยพัฒนาการด้านการแพทย์ ทั้งในด้านการวินิจฉัยและการรักษา ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากสามารถหายจากโรคนี้ได้  ในบางกรณีแม้จะไม่หายขาดแต่ก็สามารถมีชีวิตยืนยาวและกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติอีกครั้ง จนทำให้โรคมะเร็งในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ ไม่น่ากลัวจนเกินไป ซึ่งผู้ป่วยสามรถอยู่กับโรคได้อย่างมีความสุข และเข้ารับการตรวจรักษาเป็นครั้งคราวตามคำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้จึงอยากเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับโรคดังกล่าว รวมทั้งญาติมิตรผู้ใกล้ชิด ว่าปัจจุบันมะเร็งไม่ได้น่ากลัวเหมือนเช่นแต่ก่อน การดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคอย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก การตรวจสุขภาพตามกำหนดเป็นสิ่งที่ควรทำในลำดับถัดมา และเมื่อใดที่มีข้อต้องสงสัยว่าจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ก็อย่าได้นิ่งนอนใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะการตรวจเจอโรคมะเร็งในระยะต้นๆ ก็จะสามารถรักษาให้หายขาดได้