Thai
EN / TH
Hospital Hotline
Call : +662 310-3000
or 1719 (Local calls)

All About Cancer

All About Cancer


เทคโนโลยีการตรวจหามะเร็งด้วยเครื่อง PET-CT Scan

ปัจจุบันการพัฒนาทางด้านการพัฒนาทางเทคโนโลยีทำให้การแพทย์สมัยใหม่ มีเครื่องมือที่ใช้สำหรับการวินิจฉัยและรักษาโรคใหม่ๆ เกิดขึ่นอย่างมากมาย ยังทำให้ผลการรักษาโรคของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมาก ลดอัตราการตายและคววามทุพลภาพได้อย่างมากมาย


    ด้านความเจ็บป่วยของประชาชน 3 ลำดับโรคที่เป็นสาเหตุการตายสูงสุด ได้แก่ มะเร็ง, อุบัติเหตุ ,โรคของหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมะเร็งครองอันดับ หนึ่งมาหลายปีแล้ว เมื่อผู้ป่วยเกิดมะเร็งขึ้น ก่อนที่จะได้รับการรักษา การวินิจฉัยโรคเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราจำเป็นต้องมีการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ โดยเริ่มที่การกำหนดระยะโรค (Staging) การกำหนดระยะที่คลาดเคลื่อนก็จะทำให้การรักษาตามมาผิดพลาดตามไปด้วย ในระหว่างการรักษา เราจำเป็นต้องมีการตรวจที่ สาสมารถใช้เป็นมาตรวัดผลการรักษาที่ดี เนื่องจากโรคและการรักษาที่แพทย์ให้อาจให้ผลที่แตกต่างกันได้อย่างมากในผู้ป่วยต่างคน มาตรวัดที่ดีสามารถประเมินและทำนายผลการรักษาได้ดี จะช่วยทำให้แพทย์สามารถเลือก วิธีที่รักษาที่เหมาะสม และให้คววามมั่นใจแก่ผู้ป่วยในเรื่องผลการรักษา ได้อย่างสูง  ปัจจุบันมะเร็งถูกมองว่าเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งหมายคววามว่า หลังการรักษาผู้ป่วยจำนววนมาก ยังคงสามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุข อย่างไรก็ตามมะเร็งเป็นที่ทราบว่าสามารถกลับคืนมาได้ ดังนั้นหลังการรักษาเสร็จสิ้น การประเมินตรวจค้นหา การกลับเป็นซ้ำของโรค จึงเป็นสิ่งจำเป็น มะเร้งที่กลับเป็นซ้ำ  (Recurrent Tumor) ถ้าถูกตรวจพบตั้งแต่ในระยะแรกๆ ผลสำเร็จของการรักษาก็ย่อมจะสูง
    เทคโนโลยีทางด้านรังสีวิทยาหนึ่งซึ่งนำมาใช้ในการตรวจผู้ป่วยมะเร็ง และสามารถตอบคำถามต่างๆที่กล่าวมาแล้วได้แก่เครื่อง PET-CT ซึ่งสามารถกำหนดระยะโรคได้อย่างแม่นยำ, สามารถใช้เป็นมาตรวัดการรักษาและสามารถตรวจพบการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งได้เป็นอย่างดี


    แพทย์สามารถใช้ PET-CT scan ในผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างครบวงจร โดยสามารถใช้ได้กับมะเร็งชนิดก้อน (Solid tumor) ได้เกือบทุกชนิด ยกเว้นมะเร็งบางอย่าง เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น


    PET-CT ประกอบด้วยการตรวจด้านรังสี 2 ชนิดใรเครื่องเดียว ถึงจะทำการตรวจผู้ป่วยในเวลาเดียวกัน ทำให้ได้ผลการตรวจเป็น 3 ชุด อันได้แก่ ภาพ PET scan, ภาพ CT scan และภาพรวมของทั้งสองชนิดคือ PET-CT scan กระบวนการตรวจ PET scan เริ่มต้นด้วยการฉีดสารเภสัชรังสีให้แก่ผู้ป่วย สารเภสัชรังสีที่ใช้มีหลายชนิด ใช้ตรวจกับมะเร็งชนิดต่างชนิดกัน แต่มะเร็งกว่าร้อยละ 90 จะใช้สารเภสัชรังสี FDG  ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลกลูโคสและเปล่งรังสี Positron ออกมา โดยน้ำตาล FDG นี้ จะกระจายอยู่ในเนื้อเยื่อเกือบทุกชนิดในร่างกาย และจะเข้มข้นมากในมะเร็งชนิดก้อน และเมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจด้วยเครื่อง PET scan จะถ่ายภาพการการะจายตัวของรังสีที่กระจายอยู่ทั่วร่างกายของผู้ป่วย โดยอาณาเขตการตรวจที่เป็นมาตรฐานจะเริ่มจากฐานกระโหลกลงไปสุดอุ้งเชิงกราน ซึ่งการกระจายตัวของมะเร็งมักจะอยู่ในขอบเขตนี้ PET scan เป็นการตรวจในระดับชีวเคมีในร่างกาย ซึ่งมีความไวสูมาก ภาพที่ปรากฏไม่สามารถกำหนดตำแหน่งของตัวโรคในร่างกายได้อย่างชัดเจน การถ่ายภาพ CT scan ในเวลาเดียวกัน แล้วนำภาพของทั้งสองมารวมกัน ทำให้ได้ของดีของการตรจทั้งสอง อันได้แก่ ความไวในการตรวจพบโรคที่สูงโดยสามารถกำหนดตำแหน่งตัวโรคได้แม่นยำจากภาพ CT scan


    ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่าโดยรวมหลังการตรวจด้วย PET-CT scan แพทย์ผู้ให้การรักษาจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาประมาณ 35%
(ประมาณ1ใน3) เมื่อเทียบกับการตรวจอื่น เนื่องจากได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ PET/CT จึงเป็นเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์การรักษาโรคมะเร็งในเรื่องการวินิจฉัย กำหนดระยะโรค การจัดการรักษาและการตรวจการกลับมาเป็นซ้ำดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
นอกการใช้ PET/CTสำหรับกลุ่มโรคมะเร็งแล้ว แพทย์ยังสามารถใช้ PET scan ในการรักษาโรคทางระบบประสาทได้อย่างดีอีกด้วย ในหลายโรคอันได้แก่ โรคในกลุ่มหลงลืม ( Dementia โดยเฉพาะ Alzheimer) การกำหนดตำแหน่งของต้นเหตุโรคลมชัก โดยใช้สาร FDG อย่างใรก็ตามสารเภสัชรังสีที่มีอยู่อีกมากมายก็สามารถนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคอื่นๆ ได้อีก เช่น สาร FDOPA สามารถนำมาใช้ในการตรวจโรค Parkinson ได้ C11-PIB เป็นสารเภสัชรังสีที่ค่อนข้างเฉพาะต่อ Alzheimer เป็นต้น


References:
http://www.nccn.org/professionals/physician_gls/f_guidelines.asp
http://www.snm.org/docs/PET_PROS/PET.pdf
http://www.snmmi.org/NewsPublications/NewsDetail.aspx?ItemNumber=13252


Related story