Thai
EN / TH
Hospital Hotline
Call : +662 310-3000
or 1719 (Local calls)

All About Cancer

All About Cancer


โรคมะเร็งหลอดอาหาร

หลอดอาหาร คือท่อทางเดินอาหาร ที่มีองค์ประกอบของกล้ามเนื้อ จากคอไปถึงกระเพาะอาหาร หลอดอาหารเป็นท่อยาว โดยปกติมีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร  คอ(คอหอย) แทบจะเชื่อมติดกับกระเพาะอาหารแทบจะเป็นอวัยวะเดียวกัน ดังนั้นหลอดอาหารเริ่มต้นนับลงมา 2-3 เซนติเมตร จากใต้กระดูกไทรอยด์ (ลูกกระเดือก)

มะเร็งหลอดอาหารเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในภาคใต้ของประเทศไทย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่พบและได้รับการวินิจฉัยโรคนี้ มักอยู่ในช่วงอายุ 50 หรือ 60 ปี และพบมาก ในเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 4 เท่า

ในอดีต มะเร็งหลอดอาหารส่วนใหญ่ (~85%)ที่พบคือ สแควมัส เซล คาร์สิโนมา squamous cell cancers  ซึ่งมักเกิดที่หลอดอาหารส่วนต้น

อะดีโนคาร์สิโนมา (Adenocarcinoma) คือมะเร็งหลอดอาหาร ที่มักเกิดต่อเนื่องมาจากภาวะการอักเสบเรื้อรังของหลอดอาหาร (Barrett's esophagus)

ปัจจัยเสี่ยง

1.การสูบบุหรี่

2.การดื่มเหล้า 

            ถึงแม้ว่าทั้งสองปัจจัยเสี่ยงจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน (โดยการสูบบุหรี่ทำให้เสี่ยงมากกว่า), แต่ดูเหมือนว่าผลกระทบของทั้งสองปัจจัยเสี่ยงจะช่วยส่งเสริมให้เกิดมะเร็งหลอดอาหาร

3.ไนโตรซามีน

4.เส้นใยหิน

5.ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

Barrett's esophagus คือภาวะที่เยื่อบุหลอดอาหารถูกแทนที่ด้วยเยื่อบุที่คล้ายเยื่อบุกระเพาะอาหาร

Barrett's esophagus เป็นภาะที่เกิดจากการหลอดอาหารส่วนล่างสัมผัสน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารเรื้อรัง (GERD)

ถึงแม้ว่าจะมียาที่ป้องกันการหลั่งกรดจากกระเพาะอาหาร ช่วยในการป้องกันอาการภาวะกรดไหลย้อน  แต่ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่า ยาเหล่านั้นจะช่วยลดอุบัติการณ์ของ Barrett's esophagus.

แพทย์บางท่านเชื่อว่า ยากลุ่ม proton pump inhibitors ช่วยทุเลาภาวะ  Barrett's esophagus ดังนั้นจึงส่งผลช่วยยับยั้งการเกิดของมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิสูจน์

อาการและอาการแสดง

ผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารมากกว่า90%  มาด้วยมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนและน้ำหนักตัวลดลง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีปัญหารู้สึกว่าอาหารติดอยู่บริเวณทรวงอกปัญหาอาการกลืนไม่ลงมักเริ่มจากอาหารปกติ ต่อมาผู้ป่วยไม่สามารถกลืนแม้กระทั่งน้ำหรืออาหารเหลวได้ ถ้ามะเร็งลุกลามมากขึ้นและกินพื้นที่ในหลอดอาหาร ความเจ็บปวดจากการกลืน เนื่องจากมะเร็งลุกลามไปที่เยื่อบุหลอดอาหารเจ็บหน้าอก มักเกิดในผู้ป่วยที่มีการหดเกร็งของหลอดอาหารมะเร็งขนาดใหญ่สามารถกัดเซาะผนังหลอดอาหาร ทำให้เลือดออก และมีอาการถ่ายดำ (melena) ทางทะลุระหว่างหลอดลมและหลอดอาหาร ทำให้เกิดการไอ ระคายเคืองในขณะหายใจ โดยเฉพาะเวลาหายใจลึกๆ และทำให้เสียงแหบ

การวินิจฉัยโรค

การกลืนแป้ง (Barium swallow test) การตรวจนี้เป็นที่นิยมมาก การตรวจทำโดยให้ผู้ป่วยกลืนแป้ง หลังจากนั้นทำการเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อตรวจหาตำแหน่งของการอุดตัน

การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น  เพื่อดูตำแหน่งของความผิดปกติ เพื่อตรวจวินิจฉัยมะเร็งหลอดอาหาร การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจส่วนใหญ่มักทำในระหว่างการส่องกล้อง

การส่องกล้องตรวจคลื่นความถี่สูง(EUS) มีความแม่นยำมากกว่า 90%ในการพยากรณ์โรคในเรื่องการลุกลามของมะเร็งไปที่ผนังหลอดอาหารและความแม่นยำมากกว่า75% ในการตรวจการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง

การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์(CT-scan) ใช้ตรวจเพื่อระบุการลุกลามของโรคในบริเวณทรวงอก

การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ รวมถึงการถ่ายภาพช่องท้องส่วนบนเพื่อดูการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ตับและต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง

การส่องกล้องกล่องเสียง (ตรวจในลำคอ)และการส่องกล้องหลอดลม (ตรวจหลอดลมและทางเดินหายใจ) ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและการลุกลามของมะเร็งหลอดอาหาร

การพิจารณาระยะของมะเร็งจะใช้ข้อมูลทั้งสามระยะร่วมกันใช้ในการพิจารณา

ขั้น 0 (stage 0):เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงแต่ยังไม่พบเซลล์มะเร็ง

ขั้น 1 (stage I) : มะเร็งลุกลามไปเยื่อบุด้านในจำนวนสองชั้นของหลอดอาหาร

ขั้น 2 เอ (stage IIA) : มะเร็งลุกลามไปเยื่อบุด้านในจำนวนสี่ชั้นของหลอดอาหาร

ขั้น 2 บี (Stage IIB): มะเร็งลุกลามไปเยื่อบุของหลอดอาหาร ร่วมกับมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณก้อนมะเร็ง

ขั้น 3 (Stage III): มะเร็งลุกลามไปเยื่อบุด้านนอกของหลอดอาหาร หรือทุกชั้นของผนังหลอดอาหาร ร่วมกับมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง

ขั้น 4 เอ (Stage IVA): มะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณช่องท้องหรือคอ

ขั้น 4 บี (Stage IVB): มะเร็งลุกลามไปส่วนอื่นของร่างกาย

การรักษา

การเลือกการรักษาที่จะเหมาะกับผู้ป่วยขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลักคือ การลุกลามของมะเร็งและภาวะสุขภาพโดยทั่วไปของตัวผู้ป่วย การรักษาหลายรูปแบบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาผู้ป่วย คือ ยาเคมีบำบัด การฉายรังสีรักษาและการผ่าตัด

การผ่าตัดหลอดอาหาร

เมื่อหลอดอาหารถูกตัดออก กระเพาะอาหารหรือลำไส้ใหญ่จะถูกดึงขึ้นมาถึงทรวงอกเพื่อทำเป็นทางเดินอาหารใหม่ ด้วยความคิดที่ว่า การฉายรังสีรักษาและยาเคมีบำบัดมีผลช่วยในการรักษา  กล่าวคือการฉายรังสีรักษา (สำหรับการควบคุมการรักษาโดยตรงที่ก้อนมะเร็ง) และยาเคมีบำบัด (เพื่อการรักษาโดยรวมและทั้งยังช่วยเสริมประสิทธิภาพของการฉายรังสีรักษา) ดังนั้นโดยส่วนใหญ่จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาทั้งสองวิธีนี้ ก่อนหรือหลังการผ่าตัด การรักษานี้ถูกออกแบบมาเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งในบริเวณที่เสี่ยงต่อการมีเซลล์มะเร็ง ไม่ว่าจะในหลอดอาหารหรือต่อมน้ำเหลืองในบริเวณนั้น แพทย์โดยส่วนใหญ่ใช้วิธีการฉายรังสีรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด ประโยชน์ที่ได้รับจากวิธีนี้คือ การลดลงของจำนวนมะเร็งที่จะถูกผ่าตัดออก และเหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ที่ใช้เวลานานได้  และทำให้การทนต่อการฉายรังสีรักษาและเคมีบำบัดได้ดีขึ้นทั้งยังช่วยลดขอบเขตของพื้นที่โดนรังสี ซึ่งทำให้ได้รับอันตรายจากการฉายรังสีน้อยลง

ศูนย์การแพทย์บางแห่งเลือกใช้การรักษาแบบนี้หลังการผ่าตัด ประโยชน์ของการวิธีนี้คือการผ่าตัดจะทำลงบริเวณที่ไม่ได้ถูกฉายรังสี เพื่อสามารถใช้เทคนิคการผ่าตัดที่ดีกว่า

มะเร็งหลอดอาหารระยะลุกลาม

การฉายรังสีรักษา  ส่วนมากใช้เพื่อบรรเทาอาการ และได้ผลดีมากโดยเฉพาะเมื่อมีการอุดตัน จากการศึกษาพบว่า การฉายรังสีรักษาใช้เพื่อบรรเทาอาการการกีดขวางของกลืนใน 80% ของผู้ป่วย

การฉายรังสีรักษา คือการส่งผ่านรังสีจากแหล่งกำเนิดรังสีไปที่ตำแหน่งของมะเร็งโดยตรง (เรียกว่า การรักษาด้วยรังสีระยะสั้น) การใส่สายสวนหรือการใส่ท่อขยายสามารถนำใช้ในภาวะนี้ได้เช่นกัน รวมถึงการใช้เลเซอร์เพื่อเอาก้อนมะเร็งออกหรือทำให้ก้อนเล็กลง

 

นพ.วุฒิ  สุเมธโชติเมธา
Surgical Oncologist


Related story