ผมร่วง เมื่อไรจึงเป็นปัญหา?

Copy

ผมร่วง เมื่อไรจึงเป็นปัญหา?

ผมร่วง เมื่อไรจึงเป็นปัญหา?

เส้นผมและหนังศีรษะเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย ที่สร้างความสวยงามดึงดูดให้กับผู้เป็นเจ้าของ  ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะมากขึ้น การมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคเส้นผมและหนังศีรษะเบื้องต้นจึงมีความสำคัญ   วงจรการเจริญงอกงามของเส้นผมบนหนังศีรษะ แบ่งโดยง่ายเป็นสามระยะ  คือ ระยะเจริญงอกงาม  ระยะพัก และระยะเปลี่ยนสภาพ   แต่ละช่วงใช้เวลาต่างกัน โดยระยะเจริญงอกยาวของเส้นผม  ในสภาวะปกติ เส้นผมคนเราสามารถหลุดร่วงได้ มากถึงวันละ 120-160 เส้น หากมากกว่านี้ หรือร่วมกับมีอาการผิดปกติของหนังศีรษะ เช่น คัน แสบ แดง มีสะเก็ด หรือ เป็นหนองพุพอง จึงถือว่าเป็นภาวะผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทีมีความชำนาญ

 

โดยรวมภาวะผมร่วง ผมบาง เกิดได้จากหลายสาเหตุหลักๆดังนี้

ความเจ็บป่วยทางกาย

โดยส่วนมากมีสาเหตุมาจากโรคต่อมธัยรอยด์ (Thyroid problems) หมายรวมทั้งการเสียสมดุลการทำงาน ของต่อมธัยรอยด์ที่ทำงานเพิ่มมากขึ้นหรือน้อยผิดปกติ , ภาวะภูมิแพ้อวัยวะภายใน และต่อมามีการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านต่อรากผมเฉพาะที่ หรือทั่วร่างกาย,  โรคผิวหนังเดิมของผู้ป่วย สามารถทำให้มีรอยโรค มีการอักเสบ ที่รบกวนการเติบโตของเส้นผม รวมถึงการติดเชื้อ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อไวรัสของหนังศีรษะ และการเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ ทั้งที่เรื้อรัง และเฉียบพลัน  เหล่านี้ สามารถส่งผลรบกวนวงจรการเติบโตของเส้นผม มีผลให้การเติบโตหยุดชะงัก และหลุดร่วงในปริมาณมากได้ เมื่อสาเหตุที่ได้รับการรักษาแล้ว  เส้นผมจะค่อยๆทยอยกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ยา และสารอาหารเสริม วิตามินบางชนิด มีผลให้ผมร่วง

การบริโภคยาบางชนิด เช่นยาลดไขมันในเส้นเลือด  ยารักษาสิวที่มีส่วนผสมของวิตามินสังเคราะห์  ยารักษาโรคมะเร็ง ยากดภูมิคุ้มกัน ยารักษาโรคไขช้อเสื่อมไขข้ออักเสบ ยาลดความเครียด ยาลดความดันบางชนิด หมายรวมถึงวิตามินเสริมบางชนิดที่บริโภคมากเกินกว่าความต้องการของร่างกาย โดยที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องได้รับในปริมาณที่เกินกำหนด  จะมีผลโดยไประงับการเจริญของรากผม ทำให้เกิดผมร่วงในที่สุด ส่วนมากจะกลับมาเป็นปกติเมื่อหยุดยา และวิตามินเสริมนั้นๆ


ความเครียดสะสม มีผลให้ผมหลุดร่วงได้หรือไม่?

การงอกของเส้นผมคนเรานั้น อ่อนไหว และไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และสภาวะกายใจอย่างไม่น่าเชื่อ

  • ความเครียดนั้น หมายรวมถึง ความเครียดทางกาย คือ การบาดเจ็บ อาการเจ็บป่วยรุนแรง หรือ เรื้อรัง  การออกกำลังกายที่หักโหม  การให้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม  การย้อม ดัด ยืดด้วยสารเคมี และการจัดแต่งทรงผมที่ดึงรั้ง ได้แก้การมัดผมรวบตึง การถักผมเปียถาวร รวมถึงการเดินทางไกล ย้ายถิ่นฐาน เหล่านี้ถือเป็นปัจจัยทางกายทั้งสิ้น

  • ความเครียดทางใจ ความวิตกกังวล นับเป็นเหตุสำคัญที่มักทำให้เกิดผมร่วงเรื้อรังตามมา ยากแก่การแก้ไข บางรายดึง ถอนผมบนศีรษะโดยไม่รู้ตัว มักพบในเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะเครียด จนทำให้เป็นแผลติดเชื้อ หนังศีรษะถูกทำลาย และถูกแทนที่ด้วยผังผืดแผลเป็น นำไปสู่การสูญเสียรากผมแบบถาวรได้  ผู้ป่วยบางรายมีความเครียดสะสมต่อเนื่อง ทำให้มีอาการผมร่วงติดต่อกันเป็นเวลานาน ยากแก่การแก้ไข จำเป็นต้องรับการปรึกษาทั้งจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเส้นผมและหนังศีรษะ และจากจิตแพทย์ร่วมด้วย

ภาวะโภชนาการบกพร่อง ส่งเสริมให้ผมร่วง ผมบางได้

บางรายที่มีความกังวลเกี่ยวกับรูปร่าง พยายามลดน้ำหนักตัวผิดวิธี น้ำหนักตัวลดลงมากในช่วงเวลาสั้นๆ บางคนมากจนมีภาวะขาดสารอาหาร ก็ยิ่งเสริมให้เส้นผมเปราะหักง่าย แลดูบางลงเช่นกัน   ธาตุเหล็ก พบว่ามีความจำเป็นต่อการเจริญของเส้นผม  ธาตุเหล็ก สามารถพบได้ในอาหารเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักใบเชียว เมล็ดพันธ์พืชบางชนิด  ผู้ป่วยที่ขาดธาตุเหล็กนอกจากผมที่ร่วงแล้ว อาจมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น อ่อนเพลีย เล็บเปราะบาง ลิ้นแดงเลี่ยนแสบ เป็นต้น  ยังมีแร่ธาตุสำคัญอื่นๆที่ส่งเสริมภาวะผมร่วง ฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาได้ทันท่วงทีต่อไป

ผมบางจากพันธุกรรม
  • นับเป็นปัญหาสำคัญ  ปัจจุบันพบว่ามีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ทำให้เส้นผมเล็ก บางลง เมื่อเจริญวัยขึ้น  โดยการถ่ายทอดนี้ เป็นพันธุกรรมเด่น มักพบมีประวัติญาติสายตรง บิดา มารดา พี่น้อง มีภาวะผมบาง ศีรษะล้าน  โดยในเพศชายพบอุบัติการณ์ 50% และเพศหญิงพบได้ถึง 70% เมื่อย่างเข้าอายุปีที่ ห้าสิบ

  • โดยกลไกการเกิดผมบาง ศีรษะล้านจากพันธุกรรมนี้ เกิดจากมีฮอร์โมน DHT (dihydrotestosterone) เป็นตัวการหลักที่ทำให้เส้นผม ที่งอกใหม่มีขนาดเล็กลง เมื่อเวลาผ่านไปเส้นผมที่เล็กลงจะไม่สามารถ ปกปิดหนังศีรษะได้ดังเดิม

  • ไม่มีความจำเป็นต้องกังวล หากท่านมีปัจจัยเสริมทางพันธุกรรม แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เริ่มมีอาการ  เพื่อรับคำแนะนำ และวางแผนการรักษาระยะยาวต่อไป  โดยมีการรักษาหลักๆ ดังนี้ 

  1. รับประทานยา โดยยากลุ่มหลักจะมีฤทธิ์ต้านการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน DHT  ทำให้เส้นผมค่อยๆกลับคืนสู่ขนาดปกติ ใช้ได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยชายที่ผมบางจากพันธุกรรม  ส่วนผู้ป่วยหญิงนั้น ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป เนื่องจากยังไม่มีผลการวิจัยจากยาชนิดใด ยืนยันว่าได้ผลชัดเจน และยังมีผลข้างเคียงที่ควรทราบก่อนการใช้ยาทั้งฝ่ายชาย และหญิง

  2. ทายากระตุ้นเส้นผม โดยตัวยาออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยารับประทาน แต่เป็นชนิดทา มีความปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อย สามารถใช้ได้ทั้งหญิงและชาย

  3. การผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผม ปัจจุบันมีทั้งวิธีการผ่าตัด และการสกัดเจาะรากผม แล้วย้ายรากผมมาปลูกลงในบริเวณที่ผู้ป่วยต้องการ  แต่ละวิธีมีข้อเด่น และข้อด้อย ต่างกัน  ไม่จำเป็นว่าการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น หุ่นยนต์ จะเหมาะกับผู้ป่วยทุกราย  จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

  4. การฝังเส้นผมเทียมบนหนังศีรษะ หรือที่รู้จักกันในนามเส้นไฟเบอร์  วิธีนี้เคยได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่น แต่ต่อมาพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนไม่พึงประสงค์หลายประการ อันได้แก่ แผลเป็นดึงรั้งหนังศีรษะ เส้นผมเทียมเปลี่ยนสี เปลี่ยนสภาพ หดงอ ในภายหลัง  เป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องมาถอนออก และรับการปลูกถ่ายเส้นผมทดแทนในเวลาต่อมา

  5. การใช้ผงไฟเบอร์ที่มีสีสันเดียวกับสีผมเดิม โรยเคลือบให้เส้นผมในบริวณที่บาง  ให้มีความหนาและยังช่วยพรางตาดูดกดำขึ้น

  6. การสวมวิกผมปลอม  หรือการใช้ hair piece ติดเสริมให้ผมดก เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สะดวก ประหยัด และสามารถเปลี่ยนแบบทรงผมได้เท่าที่ต้องการ

นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมา ยังมีโรคเส้นผมและหนังศีรษะอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุให้ผมร่วง ซึ่งมักเป็นโรคที่มีความซับซ้อน หรือเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม เป็นกลุ่มโรคที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสมต่อไป

บทความโดย : แพทย์หญิง ณิชา แก้วประสม

ศูนย์ผิวหนังและความงามกรุงเทพ
เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ 8.00-20.00 น.  เสาร์-อาทิตย์ 8.00-19.00 น.
สถานที่ ชั้น อาคารบางกอกพลาซ่า  โรงพยาบาลกรุงเทพ
โทร. 02-310-3004   eMail: [email protected]