ปัญหาภาวะปัสสาวะเล็ด

โรคที่ผู้หญิงมองข้ามโรคปัสสาวะเล็ด

หลายครั้งที่เราไอ จาม หัวเราะ หรือทำอะไรที่ต้องออกแรง คุณผู้หญิงคงเคยได้ยินคำพูดว่า “…จนปัสสาวะเล็ด” ใช่หรือไม่ อาจฟังดูเป็นเรื่องเฮฮาและตลกขบขัน แต่กับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอาย และไม่ตลกเลย ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นได้กับคุณผู้หญิงทุกวัย

สาเหตุ สำคัญคือความผิดปกติที่เกิดขึ้นของอวัยวะที่มีส่วนในการควบคุมการปัสสาวะ ทั้งส่วนในของการทำงาน และด้านกายภาพ เช่น สมองในส่วนระบบประสาทที่ควบคุมการกลั้นและขับปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ระบบหูรูด การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอุดกั้น กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวอ่อนแรง เป็นเนื้องอก นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง หูรูดอ่อนแรง ต่อมลูกหมาก

การรักษาขึ้นกับสาเหตุของโรคว่า เกิดความบกพร่องที่อวัยวะในการควบคุมการปัสสาวะส่วนใหญ่โดยทั่วไปแนวทางในการรักษามีอยู่ 3 วิธี

1                 พฤติกรรมบำบัด

2                 การรักษาทางยา

3                 การผ่าตัด

ผู้ที่มีอาการไม่มากควรเริ่มจากการทำพฤติกรรมบำบัด นั่นคือการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยการขมิบหูรูด ลักษณะเหมือนตอนที่กลั้นปัสสาวะ ทำอย่างน้อยวันละ 100 ครั้ง แล้วเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อยๆต้องใช้เวลานับเดือนกว่าจะเห็นผลและควรทำต่อเนื่องเพื่อลดการเกิดซ้ำ             บางครั้งก็ต้องร่วมกับการรักษาทางยา เช่น ยาช่วยในการบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะ ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะเป็นต้น แต่ถ้ามีอาการมากจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ในกรณีที่มีการหย่อนของคอกระเพาะปัสสาวะ จะทำการผ่าตัดเพื่อพยุงบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะส่วนต้นไว้ ถ้ามีการหย่อนของผนังช่องคลอดร่วมด้วยก็จะทำการผ่าตัดซ่อมแซมผนังช่องคลอด ที่เราเรียกกันทั่วไปว่าการทำรีแพร์ด้วย

อาการปัสสาวะเล็ด เกิดขึ้นได้ทั้งความผิดปกติของร่างกาย และการใช้ชีวิตที่มีพฤติกรรมผิดๆ ซึ่งก็ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะผิดปกติและเกิดอาการปัสสาวะเล็ดได้เช่นกัน ดังนั้น ทางแก้ไขที่ดีที่สุด คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง ไม่ดื่มน้ำมากก่อนนอน ไม่กลั้นปัสสาวะ และพยายามปัสสาวะให้เป็นเวลาสม่ำเสมอก็จะช่วยรักษาอาการปัสสาวะเล็ดอย่างถาวร

 
วิธีง่ายๆ ป้องกัน ปัสสาวะเล็ด ได้

1.ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว

2.ไม่ควรกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ หรือนานเกินไป เพื่อป้องกันภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติ

3.หลีกเลี่ยงภาวะที่ต้องใช้แรงเบ่งภายในช่องท้องมากและอาการท้องผูก

4.ออกกำลังกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยการขมิบหูรูดเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความกระชับ และยังช่วยให้ระบบการขับถ่ายดียิ่งขึ้นด้วย