HOSPITAL HOTLINE

โทรศัพท์
:
02 310 3000
, หรือ
1719
(LOCAL CALLS)
   

 โรคหัวใจและการรักษา

DISEASE TYPE

ฟิต พิชิตโรคหลอดเลือดหัวใจ


 

ใครที่เคยเข้าใจว่าเป็นโรคหัวใจแล้วออกกำลังกายไม่ได้ คิดผิด! 
ยิ่งคนไข้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หากขาดการออกกำลังกายจะส่งผลให้กล้ามเนื้อลีบ
ร่างกายอ่อนแอ  และมีปัญหาเรื่องการฟื้นตัว


"คนไข้ที่เป็นโรคหัวใจตีบเฉียบพลันอายุ 50 ปีหลังทำการผ่าตัดหัวใจแล้วกลัวไม่กล้าออกกำลังกาย นอนเฉยๆ เป็นระยะเวลา2 เดือนจนทำอะไรได้น้อยลง เพราะปกติคนเราเวลาที่นอนเฉยๆ จะมีภาวะถดถอย กำลังกล้ามเนื้อจะฝ่อลง  พอกลับไปยืนหรือเดินจะรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่สดชื่นเดินไม่ไหว  แต่หลังจากที่เริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูเล็กๆน้อยๆก่อนแล้วค่อยเพิ่มสปีดให้เดินเร็วขึ้น เพิ่มระยะเวลามากขึ้น ทำให้คนไข้ดีขึ้น ผ่านไป 1-2 เดือน เขารู้สึกว่าสมรรถภาพทางกายดีขึ้นสามารถเดินได้ไกลขึ้น" พญ.สุภัค กาญจนาภรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เกริ่นให้เห็นถึงภาวะถดถอยจากการไม่ออกกำลังกาย

คนไข้บางคนกลัวว่าถ้าออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจวาย ซึ่งอุบัติการแบบนี้มักจะเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของหัวใจ แต่ในกลุ่มที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอพบว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ทำให้การหดตัวของเส้นเลือดหัวใจน้อยลง เพิ่มแขนงหลอดเลือดฝอยในหัวใจ สามารถคุมความดันไขมันและน้ำหนักตัวได้ ในทางอ้อมทำให้การตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น การออกกำลังกายจึงเป็นประโยชน์กับคนไข้โรคหัวใจในกลุ่มอาการคงที่สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่า  ควรจะออกกำลังกายแบบไหน และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้

การที่คนไข้หลอดเลือดหัวใจจะออกกำลังกายได้หรือไม่ต้องดูว่า หนึ่งเป็นหรือยัง  สองมีความเสี่ยงที่จะเป็นหรือไม่ กลุ่มที่เป็นโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์อายุรกรรมหัวใจหรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจก่อนว่า จะสามารถออกกำลังกายได้แล้วหรือยัง ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายๆอย่างที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นความดัน เบาหวาน ไขมัน หรือมีประวัติในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ  ควรสังเกตว่ามีความผิดปกติทางโรคหัวใจร่วมด้วยหรือไม่  หากตรวจเช็คแล้วอาการปกติ สามารถออกกำลังกายได้ เพราะว่าการออกกำลังกายถือเป็นยาตัวหนึ่งที่ป้องกันการเกิดโรคซ้ำและช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม

พญ.สุภัค แนะนำว่า คนไข้ในกลุ่มหลอดเลือดหัวใจควรออกกำลังกายแบบแอโรบิค เป็นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงแต่มีความต่อเนื่องโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่เช่น เดินหรือวิ่งเหยาะๆ ถีบจักรยาน มากกว่า 30 นาทีขึ้นไปและเสริมด้วยการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ เช่น ยกน้ำหนักหรือการออกกำลังกายแบบวงจรที่เรียกว่าเซอกิตเทรนนิ่ง มากกว่า 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 5-7 วัน เป็นการออกกำลังกายระดับปานกลางโดยจะมีอาการเหนื่อยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังสามารถพูดคุยเป็นประโยคได้

สำหรับคนไข้ที่เพิ่งผ่าตัดหัวใจ แนะนำว่าควรจะมีผู้ดูแลจากแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพ เพราะ
 

  • ระยะแรก อาจมีโอกาสเกิดภาวะความเสี่ยงระหว่างการออกกำลังกายได้ ซึ่งต้องประเมินความเสี่ยงเป็นรายๆไปว่า คนนี้มีอาการเสี่ยงที่เกิดจากการผิดปกติจากการออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหนเพียงไร เช่น การเต้นของหัวใจผิดจังหวะหรือหลอดเลือดตีบซ้ำ หากมีความเสี่ยงมากอาจต้องใช้ตัวช่วยในการมอนิเตอร์ระหว่างการออกกำลังกาย เช่น การติดคลื่นหัวใจระหว่างการออกกำลังกาย การวัดออกซิเจนปลายนิ้ว การวัดชีพจร การวัดความดัน เป็นต้น
  • ระยะสอง อยู่ในระหว่าง1-3เดือนแรกหลังการผ่าตัดหัวใจกลับไปอยู่ที่บ้านใช้ชีวิตตามปกติแต่ยังต้องมาตรวจตามนัด หรือมีการมาออกกำลังกายที่โรงพยาบาลบ้าง ในกรณีที่คนไข้มีความเสี่ยงเยอะแต่ถ้าคนไข้ปกติแนะนำให้คนไข้ออกกำลังกายทุกวัน
  • ระยะสาม หลังจาก3 เดือนไปแล้ว คนไข้ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรแต่ต้องระมัดระวังภาวะแทรกซ้อน


"การออกกำลังกายเหมือนเป็นยายังต้องทำต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลระยะยาว และเป็นการป้องกันโรคด้วย ในกลุ่มคนไข้สูงอายุ ที่ยังไม่สามารถเดินได้นาน แนะนำให้ออกกำลังกายแบบ Interval training หากร่างกายแข็งแรงขึ้น จะค่อยๆปรับระยะเวลาให้เป็นแบบContinuous Training

“หลังจากที่ออกกำลังกายคนไข้จะเริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยน้อยลงในช่วงแรกๆอาจมีอาการเหนื่อยบ้างเพราะช่วงแรกหลังจากซ่อมแซมสมรรถนะอาจจะถดถอยเวลาที่คนป่วย แต่พอเราฟื้นฟูสมรรถภาพจะทำให้สมรรถภาพของแขนขาเพิ่มขึ้นก่อน คือความทนทานของกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นจากเดิม การเดินจะไม่ค่อยเหนื่อยทำให้เดินได้มากขึ้น จากนั้นสมรรถภาพปอดและหัวใจจะเพิ่มขึ้นมา แต่ถ้าออกกำลังกายแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน ควรจะรีบมาพบแพทย์”

การออกกำลังกายเสมือนเป็นการป้องกันโรคได้อีกทางหนึ่งไม่ให้เป็นซ้ำ เพราะการรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคซ้ำ การออกกำลังกายจึงเหมือนยาที่ช่วยป้องกันโรค  นอกเหนือจากการควบคุมอาหาร และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ให้เกิดโรค ทำให้สามารถลดปริมาณการบริโภคยาลงได้ ทำให้ลดการทำงานของตับและไต ฉะนั้นการออกกำลังกายไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็นสำหรับทุกคนที่อยากมีสุขภาพดีไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดคนไข้โรคหลอดเลือดหัวใจก็เช่นเดียวกัน

ที่มา: เว็บไซต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ