HOSPITAL HOTLINE

โทรศัพท์
:
02 310 3000
, หรือ
1719
(LOCAL CALLS)
   

 บริการทางการแพทย์

การรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด

การรักษาหลอดเลือดหัวใจแบบไม่ผ่าตัด โดยการใช้บอลลูนขยายหลอดเลือด การใส่ขดลวด Percutaneous Coronary Intervention (PCI)

PERCUTANEOUS CORONARY INTERVENTION

การตรวจสวนเส้นเลือดหัวใจ (CORONARY ANGIOGRAM)

 

คำจำกัดความ

PCI คือ หนึ่งในการรักษาหลอดเลือดหัวใจในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งเป็นการรักษาด้วยสายสวนหรือชนิดไม่ผ่าตัดและการรักษาด้วยการผ่าตัด (Coronary artery Bypass Surgery) CABG

PCI เป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัด โดยทำการขยายหลอดเลือดหัวใจโดยการใช้บอลลูนขยายหลอดเลือด หลังจากนั้นตามด้วยการใช้ขดลวดที่ไม่ใช่เหล็กเป็นโลหะสังเคราะห์ ใส่ขยายเพื่อรักษาสภาพของหลอดเลือดไม่ให้กลับมาตีบซ้ำและคงสภาพของหลอดเลือดที่เปิดด้วยการทำบอลลูนไว้และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ยาต้านเกล็ดเลือดอย่างน้อย 1 - 2 ตัว เพื่อไม่ให้เกิดการตีบซ้ำและรักษาสภาพของขดเลือดไว้เสมอ ซึ่งชนิดของขดลวดแบ่งเป็นชนิดไม่เคลือบยา, เคลือบยา (Drug-eluting) และชนิดสารย่อยสลายตามธรรมชาติ


PERCUTANEOUS CORONARY INTERVENTION

ทำที่ไหน

PCI ต้องทำในห้องฉีดสี, สวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) เหมือนกันกับการทำฉีดสีหัวใจ, การรักษาจี้ไฟฟ้าหัวใจหรือการรักษาไฟฟ้าหัวใจ 


ขั้นตอนการทำ PCI ประกอบไปด้วย

  1. ฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ
  2. การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน
  3. การใช้ขดลวด
  4. การเจาะแคลเซียมแข็งในหลอดเลือด
  5. การใช้อัลตราซาวนด์ขนาดเล็กในหลอดเลือดหัวใจ
  6. การวัดสัดส่วนของการไหลของหลอดเลือดหัวใจ

เมื่อทำการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจเสร็จเรียบร้อยแล้วและได้ทราบผลของการฉีดสีและจำเป็นที่ต้องทำการรักษาด้วยการซ่อมแซมและเปิดหลอดเลือดหัวใจเป็นการรักษาขั้นต่อไปที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดแล้วกับผู้ป่วยและญาติ หลังจากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่การรักษาด้วยการ PCI
  • PTCA การเปิดหลอดเลือดที่ตีบของเส้นเลือดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นจากคราบไขมัน, แคลเซียมหรือลิ่มเลือด เพื่อให้เลือดกลับมาไหลเวียนได้อีกครั้งและทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ เป็นการใช้สายตัวนำใส่เข้าไปในหลอดเลือดหัวใจที่ตีบโดยตรง เมื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะสม บอลลูนเล็ก ๆ จะถูกขยายตัวออก เพื่อให้หลอดเลือดที่ตัน-ตีบแคบขยายตัวและเปิดเส้นเลือด ทำให้รูของหลอดเลือดเปิดและขยายใหญ่ขึ้น โดยการใช้ Fluoroscope หรือ
    X-Ray เป็นตัวช่วยในการสร้างภาพและนำสาย Catheter ต่าง ๆ ไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสม
  • IVUS คือการใช้อัลตราซาวนด์ที่มีหัวตรวจเล็กมากที่สามารถใส่เข้าไปในหลอดเลือดหัวใจได้ เพื่อสร้างภาพ
    อัลตราซาวนด์ในหลอดเลือดหัวใจโดยตรง โดยวิธีนี้จะสามารถเห็นภาพของหลอดเลือดหัวใจ, ความหนาของหลอดเลือดรวมถึงคราบตะกรัน, ไขมันและแคลเซียมต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการรักษาว่าจำเป็นต้องใช้ขดลวดหรือขนาดของขดลวดที่เหมาะสม
  • FFR เป็นการตรวจหาสัดส่วนของการไหลของเลือดและความสามารถในการไหลของเลือดในหลอดเลือดหัวใจ โดยเทคนิคการวัดด้วยการใช้สายสวนเส้นเลือดหัวใจในหลอดเลือดที่ก้ำกึ่งว่าตีบตันหรือไม่ ในขั้นตอนการตรวจจะใส่สายเล็ก ๆ เข้าไปในหลอดเลือดหัวใจที่ตีบตันอยู่ และใส่ยาที่ทำการขยายหลอดเลือดหัวใจ และวัดความดันที่เปลี่ยนแปลงไปในหลอดเลือดหัวใจ ขณะที่ทำการขยายด้วยยาแล้ว ซึ่งจะสามารถทำให้ทราบถึงความจำเป็นว่าต้องมีการใส่ขดลวดเพื่อการรักษาต่อไปหรือไม่
  • Coronary Atherectomy คือ การใช้หัวกรอในการสลายและกรอส่วนที่เป็นหินปูนแข็งและอยู่ในผนังของหลอดเลือด โดยการใช้หัวกรอเล็กๆ หมุนเป็นสว่าน เจาะเข้าไปในคราบหินปูนที่แข็งและอุดตันหลอดเลือดนั้น  

 

PERCUTANEOUS CORONARY INTERVENTION 

Primary PCI

ถ้ามีเส้นเลือดหัวใจตีบตัน STEMI ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการรักษาด้วยการทำ Primary PCI ภายในเวลา 90 - 120 นาทีหลังจากวินิจฉัยภาวะ STEMI


การใส่ขดลวดคืออะไร

โครงร่างค้ำจุนหลอดเลือดหรือขดลวด ปัจจุบันใช้กันอย่างแพร่หลายในการเปิดและขยายหลอดเลือด ส่วนมากจะใส่ขดลวดตามหลังจากการขยายด้วยบอลลูนแล้ว ซึ่งบอลลูนจะทำหน้าที่ขยายหลอดเลือด หลังจากนั้นจึงใส่ขดลวดเพื่อค้ำจุนให้หลอดเลือดที่เปิดออกแล้วไม่ให้ตีบตันซ้ำอีก ขดลวดเป็นวัสดุที่สามารถยืดขยายได้ หลังจากที่ขดลวดถูกวางลงไปในตำแหน่งเหมาะสมแล้วจะทำการขยายขดลวดและกางออกให้ค้ำจุนหลอดเลือดให้มีลักษณะเปิดตลอดเวลา หลังจากนั้นขดลวดจะยืดและขยายและรวมเป็นส่วนหนึ่งของหลอดเลือดหัวใจไปตลอด และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทานยาต้านเกล็ดเลือดเพื่อรักษาสภาพและโครงสร้างค้ำจุนหลอดเลือดนี้ไม่ให้กลับมาตีบซ้ำอีก ยาดังตัวอย่าง เช่น Plavix (Clopidogrel), Effient (Prasugrel), Brilinta (Ticagrelor)

ซึ่งยาเหล่านี้จะป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดหรือเกล็ดเลือดเข้ามาจับก้อนแข็งตัวภายในขดลวด นอกจากยาเหล่านั้น ยังมียาจำเป็นอีกบางกลุ่มที่ต้องการใช้ร่วมกันเพื่อรักษาโรคของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งปัจจุบันขดลวดมีวิวัฒนาการที่ดีขึ้น และมีการอาบยาไว้ในขดลวดเพื่อป้องกันการตีบซ้ำของหลอดเลือด ซึ่งมีความจำเป็นและสำคัญในขบวนการป้องกันการตีบซ้ำของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งถ้าหากมีการตีบซ้ำหรือขดลวดตีบตันอีก อาจจะจำเป็นต้องมีการทำบอลลูนเพื่อใส่ขดลวดเข้าไปเพิ่ม
PERCUTANEOUS CORONARY INTERVENTION

เหตุผลในการทำ PC

จุดประสงค์เพื่อให้เลือดผ่านเส้นเลือดที่ตีบและนำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจให้เพียงพอ ซึ่งไม่ใช่ว่าทุก ๆ การตีบของหลอดเลือดจะรักษาด้วยการทำ PCI ได้ทุกที่ ซึ่งบางภาวะและบางพยาธิสภาพ การรักษาอาจจะไม่สามารถทำ PCI และมีความจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อทำบายพาส (CABG) ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแลอีกที


ความเสี่ยงของการทำหัตถการ

ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นของการทำใส่ขดลวด, การกรอหลอดเลือด เช่น
  • เลือดออกบริเวณที่มีการใส่สายสวน (เช่น ที่ขาหนีบหรือข้อมือ)
  • บาดเจ็บตรงหลอดเลือดบริเวณที่ทำ
  • บาดเจ็บตรงหลอดเลือดที่ใส่ขดลวดที่หลอดเลือดหัวใจ
  • มีการติดเชื้อแทรกซ้อนบริเวณแผลที่ทำ
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เกิดการขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจฉับพลัน
  • อัมพฤกษ์ อัมพาต
  • เจ็บหน้าอก
  • การแตกของหลอดเลือดหัวใจที่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจฉุกเฉิน
  • ความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์, แพ้สารทึบแสง
  • ควรจะต้องมีการพูดคุยและปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาในเรื่องของโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน



ก่อนทำหัตถการ

  • แพทย์จะอธิบายถึงขั้นตอนการทำและเปิดโอกาสให้ถามถึงข้อสงสัย
  • มีการเซ็นรับรองและยินยอมการรักษา
  • ต้องแจ้งแพทย์ผู้ทำการตรวจหากมีประวัติแพ้สารทึบแสงหรือแพ้อาหารทะเล แถบกาว หรือยาใด ๆ
  • แจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาถ้ามีภาวะตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์
  • แจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาเกี่ยวกับยาประจำที่ทานและรักษาอยู่
  • แจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาถ้ามีประวัติเลือดออกง่ายหรือทานยาต้านเกล็ดเลือด, ยาละลายลิ่มเลือดอยู่
  • บางครั้งอาจจะมีการวางแผนพิเศษล่วงหน้าในบางภาวะหรือโรคบางอย่าง
  • งดน้ำและงดอาหารก่อนมาทำหัตถการ
 

หลังทำหัตถการ

ในโรงพยาบาล
  • ต้องนอนหงายราบบนเตียง 4 - 6 ชั่วโมงหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจ เพื่อป้องกันเลือดออก ถ้าจำเป็นต้องมีการวางที่ช่วยห้ามเลือด ขั้นตอนนี้อาจจะสั้นลงได้ และห้ามขยับขาหรือแขนข้างที่ทำหัตถการ
  • ส่วนมากจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหลังการทำหัตถการอย่างน้อย 1 คืน ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้หรือผลการตรวจหรือลักษณะของวิธีการทำหัตถการเป็นสำคัญ
 
ที่บ้าน
  • เมื่อถึงบ้านต้องหมั่นดูบริเวณแผลที่ทำหัตถการ ถ้ามีการปวดผิดปกติหรือบวมมากขึ้น หรือมีจ้ำเลือดเกิดขึ้นให้รีบติดต่อโรงพยาบาลทันที
  • ถ้ามีการใช้เครื่องปิดแผลหรืออุปกรณ์ปิดแผลพิเศษ ทางโรงพยาบาลจะแจ้งให้ทราบถึงข้อควรปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจง
  • อาจจะพบว่ามีรอยนูนเล็กน้อยบริเวณแผลที่ทำได้ ถือเป็นเรื่องปกติดีที่เกิดขึ้น แต่ถ้ารอยนูนโตขึ้น, ขยายขนาดใหญ่ขึ้น ต้องแจ้งโรงพยาบาล
  • ผิวหนังบริเวณที่ทำอาจจะมีจุดจ้ำเขียวได้ และจะจางหายไปภายในเวลา 2 - 3 สัปดาห์
  • จะมีการแจ้งให้ทราบถึงวิธีการอาบน้ำ, การดูแลบริเวณแผล และห้ามทำกิจกรรมหนักไปสักระยะหนึ่งหลังทำหัตถการ
  • จะทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังทำหัตถการใน 2 - 4 สัปดาห์

แจ้งโรงพยาบาลทันทีถ้าพบภาวะดังต่อไปนี้
  • มีไข้หรือหนาวสั่น
  • ปวดมากขึ้น บวม แดง หรือเลือดออกบริเวณที่ทำหัตถการหรือมีของเหลวไหลออกมาจากตำแหน่งที่ทำ
  • ขาหรือแขนข้างที่ทำเย็นลง ชา หรือมีการเปลี่ยนสี
  • มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก วิงเวียน หน้ามืด

PERCUTANEOUS CORONARY INTERVENTION (PCI) AT BANGKOK HEART HOSPITAL

ss