HOSPITAL HOTLINE

CALL
:
0 2310 3000
, OR
1719
(LOCAL CALLS)
   

 CSR CAMPAIGN

CSR CAMPAIGN

รักษ์ใจ ใส่บาตร

โดย หมึกแดง
ทักทายกับหมึกแดง
            “ทุกๆ เช้าตื่นขึ้นมาเราต้องเตรียมอาหารเพื่อทำบุญใส่บาตร” นี่คือนิสัยของพุทธศาสนิกชนคนไทยที่นิยมทำบุญกันเป็นชีวิตจิตใจ การถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นปู่ย่าตายายมาถึงปัจจุบัน ได้กลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีไปแล้ว โดยเฉพาะในงานสำคัญหรือเทศกาลต่างๆ การทำบุณจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทยเพราะเราเชื่อว่าจะทำให้เกิดศิริมงคลที่ดีแก่ชีวิต
            เมื่อปี 2550 ทางโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ร่วมกับสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติและสำนักพระราชวัง จัดทำโครงการ “รักษ์ใจไหว้พระ” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์ 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา มีการตรวจสุขภาพให้แก่พระสงฆ์จำนวน 82 วัด โดยมีการตรวจวัดความดัน ตรวจเลือด และตรวจสุขภาพ ผลปรากฏว่ามีพระสงฆ์ 1,994 รูป แม่ชี 108 รูป และฆราวาส 142 คน เป็นความดันโลหิตสูง 25% มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง 36% และมีระดับไขมันในเลือดสูง 50% นอกจากนี้พระภิกษุสงฆ์มีอัตราเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันในอีก 10 ปีข้างหน้า 19% (จาก 1,994 รูป เป็น 370 รูป)
            เมื่อผลตรวจเป็นเช่นนี้ ทางโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ จึงได้ทำโครงการต่อเนื่องที่เรียกว่า “รักษ์ใจใส่บาตร” ขึ้น จากแนวคิดของ นพ.กิติพันธ์ วิสุทธารมณ์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลอง 80 พรรษา ในปี 2555 รายได้จากโครงการนี้จะนำมารักษาพระภิกษุสงฆ์อย่างต่อเนื่อง
            “รักษ์ใจใส่บาตร” หนึ่งในโครงการต่อเนื่องจากโครงการ “รักษ์ใจไหว้พระ” เป็นหนังสือที่ชี้แนะวิธีการทำบุญตักบาตรการถวายภัตตาหารที่ถูกลักษณะโภชนาการแด่พระภิกษุสงฆ์และเสริมความรู้เรื่องอาหารเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของฆราวาสทั้งหลายในการทำบุญ โดยให้คำนึงถึงสุขภาพของท่าน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นแนวทางที่เราจะได้ทำบุญตักบาตรอย่างถูกต้อง และไม่ไปทำลายสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์อีกต่อไป
ทำบุญใส่บาตรในอดีต
“ผมเองก็เคยทำผิด เช่นเดียวกับทุกๆ คน” นี่คือผลของการทำบุญหรือบาปกันแน่
            เวลาเราทำบุญฉลองวันเกิด ทำบุญงานแต่งงาน ทำบุญเปิดร้าน หรือทำบุญผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว พวกเราตั้งใจจะถวายภัตตาหารให้พระสงฆ์ได้ฉันอาหารที่ดีที่สุด แสนอร่อย และเป็นอาหารที่หาได้ยากกันทั้งนั้น โดยเฉพาะการทำบุญให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เราจะนึกเมนูอาหารที่เขาชอบรับประทานมาถวายพระ ถ้าเป็นคนที่มีฐานะดี ก็จพอยากถวายภัตตาหารประเภท ตับห่านทอด หมูหัน หรือเป็ดปักกิ่ง ตามด้วยขนมที่แสนจะหวานมันอร่อย ที่เต็มไปด้วยครีม นม เนย ไข่ โดยคิดว่าพระได้ฉันแล้ว ก็เสมือนว่าผู้ที่ร่วงลับไปแล้วได้รับส่วนบุญไปด้วยเช่นกัน
            จากการที่ นพ.กิติพันธ์ ได้ไปตรวจสุขภาพของพระ 82 วัดในกรุงเทพฯ ปรากฏว่าเราได้ทำบาปมานานมาก เพราะเราไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพของพระเลย พระภิกษุสงฆ์ไม่มีโอกาสที่จะได้เลือกอาหาร โดยคุณหมอก็เตือนเรื่องอาหารต้องห้ามไว้แล้ว แต่พวกเราก็อยากให้พระได้ฉันของอร่อยๆ นั่นแหละครับคือต้นเหตุของการทำให้สุขภาพของพระภิกษุสงฆ์เสื่อมลง
            ความจริงแล้วการทำบุญเราคาดหวังไปถึงชาติหน้า และไม่ได้นึกถึงพระท่านที่ยังอยู่ในชาตินี้ เพราะฉะนั้นผมใคร่วิงวอนให้ทุกท่านที่ทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ควรคำนึงถึงประเภทของอาหารที่มาถวายด้วย ไม่ควรเป็นอาหารที่ทำลายสุขภาพ ซึ่งมีประมาณ 3 ประเด็น สิง่แรกคือ อาหารที่มีรสเค็มจัด หรือรสจัดมากๆ จะไม่ค่อยดี ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ประเด็นที่สองคือ อาหารที่หวานมากๆ จะทำให้พระเป็นเบาหวานได้ ประเด็นที่สาม อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ตับห่าน หรือหมูหัน เป็นต้น จะทำให้พระมีระดับไขมันในเลือดสูง
            ทั้งสามประเด็นที่กล่าวมา ล้วนเป็นพาหะทำให้พระภิกษุสงฆ์อาจเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้ในเวลาต่อมา ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรคำนึงถึงสุขภาพของท่านก่อนที่จะทำบุญใส่บาตรครับ
อาหารต้องห้าม
            การทำบุญตักบาตรและถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ควรคำนึงถึงประเภทของอาหารที่เราจะถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ไม่ทำให้สุขภาพของท่านเสื่อมโทรมลง มี 3 ประเภทที่เราต้องระวัง ได้แก่ เค็มจัด หวานจัด และมันจัด
เค็มจัด เป็นที่มาของโรคความดันโลหิตสูง
            “โรคนี้เป็นโรคที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ในเวลาต่อมา” การบริโภคอาหารสำหรับคนไทยหรือพระภิกษุสงฆ์ มักจะชอบรับประทานอาหารที่มีรสจัด ทั้งเปรี้ยว ทั้งเค็ม ทั้งหวาน ซึ่งอะไรก็ตามที่มากเกินไป ก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เมื่อเราทราบเช่นนั้นแล้ว เวลาปรุงอาหารถวายพระควรจะคำนึงถึงรสชาติของอาหารที่ไม่เค็มจนเกินไป และควรเพิ่มใยอาหารให้สูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าต้องมีธัญพืช ผัก และผลไม้รวมอยู่ด้วย ดังนั้น ทุกมื้ออาหารต้องให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยไม่วางตนเอง เป็นเครื่องวัดความอร่อย หรือกลัวว่าพระท่านจะฉันไม่อร่อย หากเราคิดเช่นนั้น เราก็ทำบาปมากกว่าทำบุญ เพราะเราจะไปทำลายสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์นั่นเอง
หวานจัด เป็นที่มาของโรคเบาหวาน
            30 ปีที่ผ่านมานี้ คนไทยนิยมกินของหวานเป็นอันดับ 1 แค่ไปกินก๋วยเตี๋ยวก็ยังถ่วงน้ำตาลกันเป็นช้อนโต๊ะ แล้วรู้ไหมว่าเวลาเขาปรุงก๋วยเตี๋ยวเขาก็เติมน้ำตาลมาก่อน ในน้ำซุปก็มีรสหวานนำเช่นกัน ทานหวานมากๆ ทำให้ตับอ่อนทำงานหนัก ในที่สุดตับอ่อนของเราก็ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ จึงเกิดเป็นเบาหวาน ปัจจุบันสถิติของคนรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่ถึง 35 ปีเริ่มเป็นเบาหวานกันแล้ว แม้กระทั่งเด็กๆ ที่มีภาวะโรคอ้วน หากไม่รณรงค์ลดการกินหวาน ก็มีโอกาสเป็นเบาหวานได้ในอนาคต
            ทุกท่านคงไม่ทราบว่าข้าว หรือคาร์โบไฮเดรตทั้งหลายนั้น กลายเป็นน้ำตาลเมื่อถูกย่อย เพราะฉะนั้นเวลาใส่บาตรหรือถวายข้าว ควรเป็นข้าวกล้องจะดีที่สุด ไม่ว่าจะสีดำ น้ำตาล หรือสีแดงก็ตาม เพราะว่าข้าวกล้องมีแร่ธาตุ มีวิตามินที่ให้คุณค่าทางอาหารสูง ที่สำคัญมีกากใยสูงกว่าข้าวขาวช่วยในการย่อยและขับถ่ายได้ดี นอกจากนี้เราควรถวายผลไม้แทนของหวานประเภทเบเกอร์รี่ ทั้งเค้ก ทั้งพาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันสูงทั้งสิ้น
            หากเป็นขนมไทยๆ ควรถวายในปริมาณน้อยๆ ถ้วยเล็กๆ หากเป็นเบาหวานแล้ว ต้องควบคุมโดยไม่ใส่น้ำตาลเลย ซึ่งเราจะสามารถช่วยพระภิกษุสงฆ์ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดี อีกสิ่งที่จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ คือ การออกกำลังกายนั่นเอง แต่ทุกคนก็คงทราบดีว่าพระภิกษุสงฆ์ไม่สามารถออกกำลังกายอย่างพวกเราได้ นอกจากท่านจะกวาดลานวัด หรือเดินบิณฑบาตไกลๆ ซึ่งทำได้เฉพาะพระสงฆ์ตามต่างจังหวัดนั่นเอง
มันจัด เป็นที่มาของโรคไขมันในเลือดสูง
            โรคนี้เป็นกันมากทั้งฆราวาสและพระสงฆ์ สาเหตุหลักก็คือ ทุกคนชอบกินของทอด เพราะอาหารทอด ต้องแกล้มกับน้ำจิ้มที่รสจัดจ้าน ทั้งเค็ม ทั้งหวาน ทั้งเปรี้ยว ถึงจะอร่อย เราจึงบริโภคอาหารทอดเป็นจำนวนมากๆ ในการถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ผมได้กล่าวไปแล้วว่าควรถวายครบ 5 หมู่ โดยหลีกเลี่ยงของทอดที่ใช้น้ำมันมากๆ งดโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง เช่น หมูสามชั้น หนังไก่ทอด เป็นต้น เลือกใช้วิธีปรุงอาหารอย่างอื่นแทน เช่น การต้ม การนึ่ง การผัด หรือการย่าง
            อาหารถวายพระที่ดีสำหรับสุขภาพท่าน ควรเป็นน้ำพริกกับผักเยอะๆ จะดีที่สุด ส่วนโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ที่ใช้นั้นควรจะป็นประเภทปลาหรือเนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมันมากจนเกินไป ส่วนกุ้ง ปลาหมึก หอย นั้น มีคลอเลสเทอรอลสูงมากควรจะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะ พะแนงกุ้งแม่น้ำ เป็นอาหารที่แสลงมากสำหรับคนที่กลัวเป็นโรคไขมันในเส้นเลือดสูง
เลือกอาหารเพื่อป้องกันโรคหัวใจและโรคไขมันในเลือดสูง
เลือก                 บริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เนื้อปลา ไข่ขาว สลับเปลี่ยนด้วยเต้าหู้บางมื้อในปริมาณที่เหมาะสม
หลีกเลี่ยง           อาหารที่มีคอเลสเทอรอลสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ไอศครีม และของหวานที่มีส่วนผสมของกะทิ
เลือก                 ขนมปังธัญพืช คุกกี้ธัญพืช เผือกต้ม มันต้ม ข้าวโพดต้ม
หลีกเลี่ยง           อาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ ขนมครก ข้าวเหนียวทุเรียน และของหวานที่มีส่วนผสมของกะทิ หรืออาหารที่ทอดในน้ำมันมากๆ เช่น ปลาท่องโก๋ ทอดมัน ไก่ทอด กล้วยแขก
เลือก                 ใช้นำมันพืชในการประกอบอาหาร ที่มีปริมาณน้อยๆ หรือไม่ใส่น้ำมันเลยจะดีมาก
หลีกเลี่ยง           การใช้เนยมาแทนน้ำมัน เพราะเนยมีคอเลสเทอรอลสูงมาก
เลือก                 บริโภคผักสด หรือผักลวกเป็นประจำทุกมื้อ
หลีกเลี่ยง           ผลไม้รสหวานจัด ขนมหวานจัด เช่น ทุเรียน สับปะรด เงาะ องุ่น ผลไม้กวนหรือแช่อิ่ม ของเชื่อม และขนมหวานต่างๆ
หลีกเลี่ยงอาหารเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
  • อาหารดองเค็มทุกชนิด ได้แก่ ปลาเค็ม ไข่เค็ม ปูเค็ม หัวไชโป๊ ผักและผลไม้ดองเค็มทุกชนิด.
  • อาหารที่มีเกลือมาก ได้แก่ กะปิ เต้าเจี้ยว ไตปลา ปลาร้า เต้าหู้ยี้
  • สิ่งปรุงแต่งจำพวกซุปก้อน ผงชูรส ผงปรุงรสต่างๆ รวมถึงงดการปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสเค็มทุกชนิด
ทำบุญใส่บาตรเพื่อสุขภาพพระสงฆ์
            ทุกวันนี้เราได้ให้ความสำคัญกับการเลือก “อาหารใส่บาตร” ที่ถูกหลักโภชนาการและมีประโยชน์ต่อสุขภาพพระสงฆ์ อาหารที่ถูกเลือกแล้วว่าดีและมีคุณค่านั้น คงนี้ไม่พ้นพืชผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ ซึ่งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยดูดซับสารพิษและยังมีแร่ธาตุ วิตามินต่างๆ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เป็นทั้งอาหารและยาช่วยป้องกัน รักษาโรคไปด้วยในตัว ฉะนั้น อาหารที่เราควรนำมาใส่บาตรควรเป็น อาหารหลักจากธัญพืช อาหารที่มีแร่ธาตุ ผักและผลไม้เสียส่วนใหญ่
อาหารหลักจากธัญพืช
            หลายๆ คนอาจสงสัยว่าธัญพืชคืออะไร สำคัญต่อร่างกายอย่างไร ธัญพืช คือ พืชจำพวกหญ้าที่เรานำมาเพาะปลูก เพื่อเก็บเกี่ยวเมล็ด นั่นคือ ข้าวประเภทต่างๆ โฮลวีต รำข้าว งาดำ ลูกเดือย เห็ด และพืชตระกูลถั่ว ธัญพืชที่ไม่ขัดสีจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและซับซ้อน มีเส้นใยสูง มีวิตามินบี อี และสารอาหารครบถ้วนช่วยให้หลอดเลือดมีสุขภาพดี ป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้
  • ข้าวกล้อง/ข้าวซ้อมมือ ให้พลังงานแก่ร่างกาย ป้องกันโรคเหน็บชา ตะคริว มีใยอาหารมากช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่ และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
  • ถั่วเหลือง มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินต่างๆ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก เพิ่มแคลเซียม ช่วยลดไขมันและคอเลสเทอรอล
  • งาดำ มีโปรตีน ไขมัน วิตามินต่างๆ สังกะสี ฯลฯ ช่วยบำรุงระบบประสาทในสมอง ลดคอเลสเทอรอล ป้องกันโรคหัวใจ และมีสารแอนติออกซิแดนท์ ช่วยต่อต้านมะเร็ง
  • ลูกเดือย มีโปรตีน ไขมัน วิตามินต่างๆ และเส้นใยอาหาร ช่วยบำรุงม้าม ปอด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
  • เม็ดบัว มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินต่างๆ ช่วยบำรุงระบบประสาท บำรุงไต ไขข้อ และลดความดันโลหิต ช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ
  • เห็ดหอม มีโปรตีน ไขมัน วิตามินต่างๆ และเส้นใยอาหารช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ลดปริมาณไขมันในเลือดและคอเรสเทอรอล
อาหารที่มีแร่ธาตุ
            ส่วนใหญ่จะเป็นผักที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูง แถมยังมีเส้นใยที่ช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ อาหารที่มีแร่ธาตุสูงจะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด หรือเกาะผนังหลอดเลือด ลดคอเลสเทอรอล ฉะนั้นแร่ธาตุที่สำคัญในอาหาร ได้แก่
  • แคลเซียม มีคุณสมบัติช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรงโดยมีแร่ธาตุอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกัน เช่น ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี ฟลูออไรด์ การดูดซึมแคลเซียมของร่างกายต้องอาศัยวิตามินดี หากขาดแคลเซียมจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน การแข็งตัวของเลือดไม่ดี อาหารที่มีแคงเซียมสูง เช่น ตำลึง คะน้า ใบขึ้นช่าย นมสด ไข่ เนย กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ปลาไส้ตัน เป็นต้น
  • ฟอสฟอรัส ทำหน้าที่ร่วมกับแคลเซียม ฉะนั้นอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง มักจะมีแคลเซียมสูงด้วย โดยเฉพาะในผักใบเขียว นม ไข่ ถั่ว เนื้อสัตว์ต่างๆ
  • แมกนีเซียม ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและประสาทการสร้างโปรตีน การใช้กำมะถันและฟอสฟอรัสในร่างกายซึ่งมีในพืชใบเขียว เยื่อหุ้มเมล็ดพืช เช่น รำข้าว ถ้าขาดธาตุนี้จะทำให้กล้ามเนื้อกระตุก
  • เหล็ก เป็นองค์ประกอบอยู่ในเลือด ควรทานอาหารที่มีวิตามินซีสูงๆ จะช่วยดูดซึมธาตุเหล็กดียิ่งขึ้น เช่น ตับ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ไข่แดง กุ่ยช่าย เป็นต้น ถ้าขาดธาตุนี้จะเกิดโรคโลหิตจาง อ่อนเพลียและมีผลต่อสมอง
  • โซเดียม ทำหน้าที่ร่วมกับโพแทสเซียมในการควบคุมน้ำในร่างกายและการนำประสาท ถ้าขาดธาตุนี้จะแนตะคริว ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ แต่หากทานโซเดียมมากไปอาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ ธาตุนี้พบมากในเกลือ น้ำปลา ซีอิ้ว นม เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ผักและผลไม้ต่างๆ
  • โพแทสเซียม ทำหน้าที่เกี่ยวกับการหดตัวของกล้ามเนื้อและนำกระแสประสาท จังหวะการเต้นของหัวใจและรักษาระดับของเหลวในเซลล์ ส่วนมากอยู่ในเนื้อสัตว์ต่างๆ นม กล้วย และผักใบเขียวต่างๆ
  • วิตามิน เป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน แต่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ แบ่งออกเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี เค กับวิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบีต่างๆ และวิตามินซี พบมากในผักและผลไม้ตระกูลส้ม
  • กรดโฟลิก มีความสำคัญในกระบวนการสร้าง DNA ซึ่งสร้างเม็ดเลือดแดง การพัฒนาสมองและไขสันหลังของทารก พบมากในตับ เนื้อ นม เห็ด ถั่วชนิดต่างๆ ข้าวโพด บรอกโคลี อะโวคาโด
 
 
ผักเพื่อสุขภาพ
            ผักที่จะนำไปประกอบอาหารควรเลือกซื้อให้ถูกต้องตามฤดูกาล เพราะจะได้ผักที่สด งามและราคาถูก โดยเฉพาะผักที่มีเครื่องหมาย “ผักอนามัย” หรือผักจากโครงการผักปลอดสารพิษ เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง แล้วใช้มือถูบนใบผักเบาๆ จะช่วยให้สารพิษตกค้างหลุดออกได้ง่าย เมื่อมั่นใจแล้วก็ต้องดูว่า ผักแต่ละชนิดมีสรรพคุณทางยาที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร
  • กระเทียม มีฤทธิ์รักษาโรคหัวใจ วัณโรค ไทฟอยด์ โรคปอด หืด ช่วยลดคอเลสเทอรอล และความดัน
  • กะเพรา มีเบตาแคโรทีน ช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
  • กุ่ยช่าย มีวิตามินซี เบตาแครอทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัสและธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง กุ่ยช่ายมีกากใยอาหารสูงช่วยลดการเกิดริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ขมิ้น มีสารเคอร์คูมินที่มีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง รักษาอาการนิ่วในถุงน้ำดี โรคกระเพาะอาหารและรักษาอาการอักเสบของผิวหนัง
  • ขิง/ข่า สรรพคุณทางยาคล้ายกัน ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด เฟ้อ แน่นจุกเสียด
  • หัวปลี มีกากใยอาหารมาก จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ มีธาตุเหล็กไปบำรุงเลือด ทำให้ผิวพรรณดี
  • ผักโขม มีเส้นใยอาหารมาก ทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นแหล่งเบตาแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา
  • ผักบุ้ง อุดมด้วยวิตามินเอ ป้องกันการเกิดมะเร็ง บำรุงสายตา มีธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด และช่วยลดน้ำตาลในเลือด สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ผักบุ้งจีนมีแคลเซียมมากกว่าผักบุ้งไทย ส่วนผักบุ้งนาที่มียอดสีแดงมีสรรพคุณทางยามากที่สุด
  • มะระ มีวิตามินซีและเบตาแคโรทีน น้ำคั้นจากผลมะระใช้ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • สาหร่ายทะเล อุดมด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และกรดโฟลิก ลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน
  • ขึ้นฉ่าย มีวิตามินซีสูงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน มีสารพิษที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยลดความดันโลหิต
  • คะน้า เป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่มากมาย มีแคลเซียมสูง ช่วยลดการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร ลำไส้ ลำคอ ปอด
  • แครอท อุดมไปด้วยเบตาแคโรทีน ป้องกันมะเร็งปอด รักษาโรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนังและสายตา
  • ใบบัวบก อุดมด้วยวิตามินบี 1 เบต้าแคโรทีน เหล็ก ฟอสฟอรัสและแคลเซียม มีสรรพคุณแก้ช้ำใน บำรุงหัวใจ ลดความดันเลือด ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยบำรุงสมองให้แข็งแรงและมีความจำดี