HOSPITAL HOTLINE

CALL
:
+66 3421 9600
, OR
1719
(LOCAL CALLS)
   

 DISEASE & TREATMENT

DISEASE TYPE

7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ “ครรภ์เป็นพิษ”

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  หลายๆ ท่านคงจะได้อ่านข่าวกันแล้ว เกี่ยวกับนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังรายหนึ่ง มีภาวะครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง ช๊อกหมดสติ ต้องคลอดก่อนกำหนด รวมถึงมีภาวะเลือดออกในสมอง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดสมอง ต้องติดตามอาการกันวันต่อวัน   เนื่องจากเข้าขั้นวิกฤตินั้น   ภาวะ  “ครรภ์เป็นพิษ”  หรือ  “พิษแห่งครรภ์”  แม้เป็นภาวะที่พบได้เพียงร้อยละ 5 – 10  แต่ก็เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของสตรีตั้งครรภ์(1)  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง ถ้าเราได้ “ทำความรู้จัก” กับโรคนี้ให้มากขึ้น  โดยทางผู้เรียบเรียง  ได้นำมาสรุปเป็น  “7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ครรภ์เป็นพิษ” แล้วดังนี้

ข้อ 1 ครรภ์เป็นพิษ มีสาเหตุการเกิดที่  “ไม่แน่ชัด”

แรกเริ่มเดิมทีนั้น  มีการบันทึกถึงภาวะครรภ์เป็นพิษมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ  อริสโตเติล ผู้เป็นนักปราชญ์และแพทย์ชาวกรีกได้กล่าวไว้ว่า เกิดจากความไม่สมดุลย์  ของธาตุในร่างกายทำให้มี “น้ำคั่ง”  และเชื่อว่าเกิดจากมดลูก เป็นสาเหตุที่ส่งผลร้ายต่อตับ, กระเพาะ, ม้าม, และปอด(2)  แต่จากวิทยาการความรู้ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ณ. ปัจจุบันนี้จึงทำให้เราพบว่า สาเหตุการเกิดครรภ์เป็นพิษนั้น  “ไม่แน่ชัด”   มีเพียงแต่สมมุติฐานต่างๆ คาดเดากันไปเท่านั้น เช่น เชื่อว่า “รก” ทำงานผิดปกติ ทำให้มีการหลั่งสารบางอย่างมากระตุ้นหลอดเลือดให้หดรัดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติ(3)  อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แน่นอนหนึ่งข้อก็คือ “การตั้งครรภ์”  ดังนั้นถ้าไม่ตั้งครรภ์ ก็จะไม่เกิดภาวะนี้ขึ้น

ข้อ 2 ครรภ์เป็นพิษ ที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจเสียชีวิตได้

โดยปกติภาวะครรภ์เป็นพิษ จะวินิจฉัยเมื่อความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) 140 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า  หรือความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว(diastolic blood pressure) 90 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า  โดยวัดสองครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง(4)  นอกจากนี้ อาจตรวจพบโปรตีนรั่วออกมาปนในปัสสาวะ  โดยความรุนแรงของโรคอาจมีตั้งแต่เล็กน้อย, รุนแรงจนกระทั่งทำให้เกิดการชักหมดสติ, มีภาวะซีดจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกสลาย, เกร็ดเลือดลดต่ำทำให้มีเลือดออกผิดปกติ, การทำงานของตับผิดปกติ  ส่งผลให้เสียชีวิตได้ทั้งแม่และทารกในครรภ์

 ข้อ 3 ครรภ์เป็นพิษ โดยส่วนใหญ่แล้วมักเป็น “มหันตภัยเงียบ”

โดยส่วนมากแล้วนั้น สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ  มักจะไม่ค่อยรู้สึกว่าตนเองนั้นป่วย จนกระทั่งโรคเกิดขึ้นรุนแรง(5)  ดังนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบถึง “สัญญาณเตือนภัย” บางอย่างที่ร่างกายกำลังบอกเราให้ทราบว่า “ภาวะครรภ์เป็นพิษ” กำลังมาเยือนคุณแม่ทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

·         ปวดศีรษะ, ตาพร่ามัว, คลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น รวมถึงสมองบวม หรือเลือดออกในสมอง

·         เจ็บจุกแน่นที่ลิ้นปี่หรือบริเวณชายโครงขวา เนื่องจากตับโตขึ้น หรือมีเลือดออกในตับ

·         เหนื่อยหอบ, หายใจลำบาก, นอนราบไม่ได้ เนื่องจากน้ำท่วมปอด

·         บวม, น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็วในเวลาไม่กี่วัน, ปัสสาวะออกน้อยลง  เนื่องจากไตทำงานผิดปกติ มีการรั่วของโปรตีนออกมาในปัสสาวะ

ในส่วนของทารกเองนั้นก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เช่น  เจริญเติบโตได้ช้า,  น้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ และ เสียชีวิตได้ กรณีที่ครรภ์เป็นพิษนั้นรุนแรงมาก
 

ข้อ 4 ครรภ์เป็นพิษ มักพบในครรภ์แรกมากกว่าครรภ์หลัง

ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ มักพบในครรภ์แรกมากกว่าครรภ์หลัง, มักพบในสตรีที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป, หรือแม้เคยมีลูกมาแล้ว แต่เว้นระยะมานานมากกว่า 10 ปีขึ้นไปก็ถือว่ามีความเสี่ยง, สตรีที่อ้วนมีดัชนีมวลกาย มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร, มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ, ตั้งครรภ์แฝด, เคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษมาก่อน, มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิม(6) เป็นต้น
 

ข้อ 5 ครรภ์เป็นพิษ รักษาโดยการ “คลอด”

แรก เริ่มเดิมทีนั้น  มีการบันทึกถึงภาวะครรภ์เป็นพิษมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ  อริสโตเติล ผู้เป็นนักปราชญ์และแพทย์ชาวกรีกได้กล่าวไว้ว่า เกิดจากความไม่สมดุลย์  ของธาตุในร่างกายทำให้มี “น้ำคั่ง”  และเชื่อว่าเกิดจากมดลูก เป็นสาเหตุที่ส่งผลร้ายต่อตับ, กระเพาะ, ม้าม, และปอด(2)  แต่จากวิทยาการความรู้ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ณ. ปัจจุบันนี้จึงทำให้เราพบว่า สาเหตุการเกิดครรภ์เป็นพิษนั้น  “ไม่แน่ชัด”   มีเพียงแต่สมมุติฐานต่างๆ คาดเดากันไปเท่านั้น เช่น เชื่อว่า “รก” ทำงานผิดปกติ ทำให้มีการหลั่งสารบางอย่างมากระตุ้นหลอดเลือดให้หดรัดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติ(3)  อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แน่นอนหนึ่งข้อก็คือ “การตั้งครรภ์”  ดังนั้นถ้าไม่ตั้งครรภ์ ก็จะไม่เกิดภาวะนี้ขึ้น

การคลอดนั้น อาจต้องพิจารณาถึงอายุครรภ์ร่วมด้วย กรณีที่ครรภ์เป็นพิษนั้นไม่รุนแรงมาก  แต่ในกรณีที่ครรภ์เป็นพิษนั้นอยู่ในขั้นรุนแรง จำเป็นต้องพิจารณาให้คลอด ไม่ว่าอายุครรภ์จะมากน้อยเพียงใด ครบกำหนดหรือไม่ เพื่อรักษาชีวิตของมารดาเป็นสำคัญ ส่วนที่ว่าจะคลอดโดยคลอดทางช่องคลอด หรือผ่าตัดคลอด ก็จะเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์  สำหรับทารกที่อายุครรภ์ไม่ครบกำหนด อาจต้องมีการใช้ยาช่วยในการพัฒนาของปอดเพื่อให้ทารกสามารถหายใจได้เอง โดยพิจารณาเป็นรายๆไป     ภาวะชัก เนื่องจากครรภ์เป็นพิษ (eclampsia)  เป็นภาวะที่รุนแรง สามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้  ดังนั้นจึงต้องมีการให้ยากันชักในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรง(severe preeclampsia) โดยยาที่ให้คือ แมกนีเซียมซัลเฟต  ซึ่งยาตัวนี้อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกร้อนวูบวาบ, คลื่นไส้อาเจียน, ความดันโลหิตลดต่ำลง จึงจำเป็นต้องมีการวัดสัญญาณชีพผู้ป่วยเป็นระยะๆ หลังจากที่ให้ยาตัวนี้กับผู้ป่วย      สำหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตที่สูงมากก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิตแก่ผู้ป่วย ซึ่งมีทั้งที่ให้ทางหลอดเลือดหรือการรับประทาน
 

ข้อ 6 ครรภ์เป็นพิษ แม้จะงดอาหารที่มี  “เกลือ”  ก็ไม่อาจลดความดันโลหิตที่สูงลงได้

บ่อยครั้งที่เรามักทราบกันดีว่า ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงนั้น การหลีกเลี่ยงการรับประทาน  “เกลือ” จะสามารถช่วยทำให้ความดันโลหิตลดลงได้   แต่ในภาวะครรภ์เป็นพิษนั้น  แนะนำว่า ให้รับประทานอาหารที่มีเกลือได้ตามปกติ  เนื่องจากเกลือ ไม่ได้ส่งผลใดๆต่อความดันโลหิตในสตรีที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ  นอกจากนั้นแล้ว การรับประทานอาหารเสริมจำพวก กรดโฟลิก, แมกนีเซียม, สารต้านอนุมูลอิสระ(วิตามินซี และอี), น้ำมันปลา, หรือกระเทียม ก็มิได้ให้ผลในการช่วยการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษแต่อย่างใด(6)
 

ข้อ 7 ครรภ์เป็นพิษ สามารถที่จะตรวจพบได้แต่เนิ่นๆ ถ้ามาฝากครรภ์สม่ำเสมอ

การฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มทราบว่าตั้งครรภ์และฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ สามารถจะช่วยให้แพทย์ตรวจคัดกรอง ค้นหาความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ได้  เช่น ต้องมีการซักประวัติของผู้ป่วยว่าตั้งครรภ์มาแล้วกี่ครั้ง, เคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษในท้องก่อนๆ หรือไม่, มีโรคประจำตัวใดบ้าง  และทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ จะต้องมีการตรวจซักถามอาการผิดปกติต่างๆ ของสตรีตั้งครรภ์, ชั่งน้ำหนัก, วัดความดันโลหิต, ตรวจปัสสาวะเพื่อหาน้ำตาลและโปรตีนว่ามีรั่วออกมาหรือไม่, มีการตรวจหน้าท้อง รวมถึงมีการตรวจวินิจฉัยทารกโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตร้าซาวด์ เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของทารก หรือทำการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์โดยตรวจติดตามอัตราการเต้นของหัวใจทารก พร้อมกับตรวจการหดรัดตัวของมดลูก เมื่อพบความผิดปกติที่ทำให้คิดถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ แพทย์และทีมจะได้รีบดำเนินการรักษาโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการสูญเสีย หรือทุพพลภาพของมารดาและทารก  ดังคำกล่าวที่ว่า  “ลูกเกิดรอด....แม่ปลอดภัย”